ถ้าวันหนึ่งเขาต้องจากไป เราจะอยู่กับความรู้สึกนั้นอย่างไร?
ชวนคุยกับ คุณนัท นันทวัฒน์ จาก Eyedropper Fill ผู้ออกแบบนิทรรศการ “พาใจกลับดาว Beyond the Rainbow” ถึงเบื้องหลังของงานที่ไม่ได้เริ่มต้นจากการออกแบบพื้นที่ แต่เริ่มจากคำถามเล็ก ๆ ในใจของคนที่เลี้ยงสัตว์คนหนึ่ง
Eyedropper Fill เป็นสตูดิโอที่ทำงานด้านการออกแบบประสบการณ์ โดยหลายครั้งจุดเริ่มต้นของงานมาจาก “อารมณ์” และความรู้สึกของพวกเขาเอง ก่อนจะมองต่อว่า ความรู้สึกนั้นมีบางอย่างที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์ของคนในสังคมหรือไม่

สำหรับ “พาใจกลับดาว” จุดเริ่มต้นก็มาจากเรื่องใกล้ตัวเช่นกัน “ส่วนตัวพวกเรา Eyedropper Fill เป็นทาสหมา ทาสแมวกันหมดเลย”
เมื่อมองไปที่ชีวิตของสัตว์เลี้ยง สิ่งหนึ่งที่แตกต่างจากมนุษย์อย่างชัดเจนคืออายุขัยของพวกเขา ซึ่งสั้นกว่าเรา นั่นทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า หากวันที่ต้องจากลากันมาถึง เราจะรับมือกับความรู้สึกนั้นอย่างไร และในฐานะคนที่เลือกเลี้ยงพวกเขา เราเคยเตรียมใจกับช่วงเวลานั้นไว้หรือยัง?



จากคำถามส่วนตัวจึงค่อย ๆ ขยายออกมาเป็นนิทรรศการ
ครั้งแรก “พาใจกลับดาว Across the Rainbow Bridge” เล่าเรื่องราวในฝั่งของการสูญเสีย แต่สำหรับครั้งนี้ Beyond the Rainbow ตั้งใจมองให้กว้างขึ้น โดยโอบรับทั้งสองด้านของความสัมพันธ์ วันที่เรายังมีเขาอยู่ด้วยกัน และวันที่เขาเดินทางจากเราไปแล้ว
“คราวนี้เรามองกว้างขึ้น แล้วก็ทำทั้งสองด้านเลยครับ ด้านที่เรายังอยู่ด้วยกัน และด้านที่น้องเขาจากไปแล้ว”



เพราะความสัมพันธ์ไม่ได้มีแค่วันที่ต้องบอกลา
สิ่งที่น่าสนใจของ Beyond the Rainbow คือการไม่ได้เล่าเรื่องสัตว์เลี้ยงผ่านความเศร้าเพียงอย่างเดียว แต่พาคนกลับไปมองช่วงเวลาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น ทั้งการพบกัน การใช้ชีวิตร่วมกัน และช่วงเวลาธรรมดาที่ค่อย ๆ กลายเป็นความทรงจำ
คุณนัทมองว่า ในความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์เลี้ยง มีทั้งความสุข ความซึ้ง ความอบอุ่น และความสนุกอยู่ด้วยกัน
“ถ้าใครเป็นทาสหมา ทาสแมว ก็จะเจอ Insight เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำให้เราอมยิ้ม แต่ทั้งหมดทั้งมวล มันจะตบกับความซึ้งว่า โอเค ความสัมพันธ์นี้มันอาจจะมีจุดจบนะ แต่ถ้าใครไม่ได้เริ่ม มันก็จะไม่มีความทรงจำดี ๆ แบบนี้เลย”
และบางทีสิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การพยายามหลีกหนีวันที่ต้องจากลา แต่คือการกลับมาเห็นคุณค่าของเวลาที่เรายังมีอยู่ในวันนี้


จากความรู้สึก สู่การออกแบบประสบการณ์
สำหรับ Eyedropper Fill การออกแบบนิทรรศการไม่ได้หมายถึงการบอกคนดูว่าต้องรู้สึกอย่างไร แต่เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดให้แต่ละคนได้เข้าไปสัมผัสกับความรู้สึกและความทรงจำของตัวเอง ในงานนี้จึงมีทั้งภาพ แสง เสียง และองค์ประกอบที่ชวนให้ผู้ชมเข้าไปมีส่วนร่วม ไม่ใช่เพียงเดินดูจากระยะห่าง เพราะสำหรับคุณนัท การทำงานกับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกก็ทำให้คนออกแบบต้องกลับมาจัดการกับความรู้สึกของตัวเองด้วยเช่นกัน


“ขนาดเราเป็นผู้ทำ บางทีเรายังต้องจัดการความรู้สึกตัวเองเยอะเลย”
โดยเฉพาะเมื่อเรื่องที่กำลังเล่านั้นใกล้ตัวมากพอที่จะทำให้เรานึกถึงสัตว์เลี้ยงของตัวเอง คุณนัทเองเลี้ยงสุนัข 2 ตัว และยิ่งได้ใช้ชีวิตร่วมกัน ความสัมพันธ์ก็เปลี่ยนจากการ “เลี้ยงสัตว์” ไปเป็นการมีสมาชิกอีกคนในครอบครัว
“เหมือนเราเลี้ยงมันไปสักพัก มันก็กลายเป็นลูก”
แต่ในขณะเดียวกัน การรักใครสักคนที่มีอายุขัยสั้นกว่าเราก็หมายความว่า วันหนึ่งเราจะต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับการจากลา และนี่อาจเป็นเหตุผลที่เรื่องราวของ Beyond the Rainbow ไม่ได้ต้องการให้คนดูเศร้าเพียงอย่างเดียว


โอบรับทั้งความสุขและความเศร้า
เมื่อถามว่าอยากให้คนที่เดินออกจากนิทรรศการกลับบ้านไปด้วยความรู้สึกแบบไหน คำตอบของคุณนัทไม่ได้เป็นความรู้สึกเพียงด้านเดียว
“เราอยากให้ทุกคนโอบรับความรู้สึกทั้งหมดนั่นแหละ ถ้าเรามีสุขแล้ว เราต้องรับเรื่องเศร้าได้ด้วย
หรือว่าเรามีความเศร้าแล้ว เราก็ต้องรู้ว่า เฮ้ย อนาคตมันอาจจะมีความสุขรออยู่นะ”
สำหรับคนที่ยังมีสัตว์เลี้ยงอยู่ข้าง ๆ นิทรรศการอาจเป็นโอกาสให้กลับไปมองช่วงเวลาธรรมดาที่บางครั้งเราเผลอคิดว่า “เดี๋ยวก็มี”
ในขณะที่สำหรับคนที่เคยสูญเสีย Beyond the Rainbow อาจเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ของการ Healing และการกลับไปพบกับความทรงจำดี ๆ ที่ยังมีความหมาย
“อะไรที่เราเคยปล่อยปละละเลย หรืออะไรที่เราคิดว่า
เอ้ย มันเป็นเวลาที่เดี๋ยวก็มี มันอาจจะทำให้มันมีคุณค่ามากขึ้น”



เมื่อการออกแบบต้องคิดถึง “เจ้าตัวเล็ก” ด้วย
อีกหนึ่งโจทย์ของนิทรรศการครั้งนี้คือการเปิดพื้นที่ให้สัตว์เลี้ยงสามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับประสบการณ์ได้ ทำให้การเลือกวัสดุไม่ได้มองเพียงเรื่องของภาพรวมและความสวยงาม แต่ต้องคิดถึง Touchpoint ที่สัตว์เลี้ยงอาจเข้าถึงได้จริง ทั้งการสัมผัส ดม หรือเลีย
คุณนัทเล่าว่า เดิมทีบางจุดอาจใช้วัสดุอย่างไม้ทาสี แต่เมื่อคิดถึงการใช้งานจริงและตำแหน่งที่สัตว์เลี้ยงสามารถเข้าถึงได้ จึงมองหาวัสดุที่เหมาะกับบริบทนี้มากขึ้น
- “ถ้าเราได้แผ่นแปะ หรือวัสดุแปะผิว อะไรที่เป็น Pet Friendly มันก็น่าจะดีต่อน้อง ๆ ที่เข้ามาด้วย”
นี่จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ GOLHEM ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ โดยเฉพาะในบริเวณที่เป็น Touchpoint ซึ่งทั้งผู้ชมและสัตว์เลี้ยงสามารถเข้าใกล้และสัมผัสได้
นอกจากเรื่อง Pet Friendly แล้ว สำหรับคุณนัท วัสดุของ GOLHEM ยังตอบโจทย์ในมุมของการออกแบบนิทรรศการที่ต้องการความยืดหยุ่น เพราะเป็นวัสดุที่สามารถนำไปหุ้มพื้นผิวได้ ตัดและติดตั้งได้ง่าย ขณะเดียวกันก็ยังมีความแข็งแรงเพียงพอสำหรับการใช้งาน


“มันเป็นวัสดุที่ก้ำกึ่งระหว่างการใช้แบบถาวร กับชั่วคราว แบบงานอีเวนต์แบบนี้เหมือนกัน”
สำหรับ GOLHEM การได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Beyond the Rainbow จึงไม่ใช่เพียงการเลือกวัสดุเพื่อสร้างภาพของพื้นที่ แต่เป็นอีกหนึ่งโจทย์ที่ทำให้เราได้เห็นว่า การออกแบบที่ดีอาจเริ่มต้นจากการคิดถึงทุกชีวิตที่เข้ามาใช้พื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นคนหรือเจ้าตัวเล็กของเรา
และท้ายที่สุด สิ่งที่ Beyond the Rainbow อยากชวนให้เรากลับไปคิด อาจไม่ใช่เพียงเรื่องของ “วันที่ต้องจากลา”
แต่อาจเป็นคำถามง่าย ๆ ว่า
วันนี้ ในขณะที่เขายังอยู่ข้าง ๆ เรา เราใช้เวลาร่วมกันมีคุณค่ามากพอแล้วหรือยัง?

ขอบคุณ Eyedropper Fill ที่ร่วมแบ่งปันเบื้องหลังและมุมมองการออกแบบนิทรรศการ “พาใจกลับดาว Beyond the Rainbow”
ที่ชวนให้เรากลับมาเห็นคุณค่าของทุกช่วงเวลาที่ได้ใช้ร่วมกับเจ้าตัวเล็ก
นิทรรศกาล พาใจกลับดาว Beyond the Rainbow
เปิดให้เข้าชม 18 กันยายน – 22 พฤศจิกายน 2026
RCB Galleria 1 และ 2 ชั้น 2, River City Bangkok
เปิดทุกวัน 11.00–20.00 น.
ซื้อบัตรได้แล้ววันนี้ที่ Ticketmelon
https://www.ticketmelon.com/rivercityban…/BeyondTheRainbow